แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทานธรรมบท น่าอ่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิทานธรรมบท น่าอ่าน แสดงบทความทั้งหมด

พระพุทธเจ้าได้เคยทำกรรมชั่วอะไรไว้บ้างในอดีต





เรื่อง พระพุทธเจ้าได้เคยทำกรรมชั่วอะไรไว้บ้างในอดีต
พระ พุทธเจ้าของเราทรงเผยพระประวัติกรรมและผลของกรรมของพระองค์ กับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ขณะประทับเหนือพระศิลาอันน่ารื่นรมย์ใกล้สระอโนดาด ตรัสชี้แจงบุรพกรรมทั้งหลายของพระองค์ ๑๔ ข้อ ณ ที่นั้นว่า
๑. เราเห็นภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรรูปหนึ่งแล้ว ได้ถวายผ้าเก่า เราปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าครั้งแรก เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าในกาลนั้น ผลของกรรมคือการถวายผ้าเก่า ย่อมอำนวยผลให้เป็นพระพุทธเจ้า กรรมเก่าข้อแรกนี้เป็นกุศลกรรม
๒. ในกาลก่อน เราเป็นนายโคบาลต้อนโคไปเลี้ยง เห็นแม่โคกำลังดื่มน้ำขุ่นมัวจึงห้ามมัน ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ในภพหลังสุดนี้ แม้เราจะกระหายน้ำก็ไม่ได้ดื่มน้ำตามปรารถนา
๓. ในชาติอื่นแต่กาลก่อน เราเป็นนักเลงชื่อปุนาลิ บางแห่งเป็นมุนาลิ ได้กล่าวตู่พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าสุรภี ผู้ไม่ประทุษร้ายตอบ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราท่องเที่ยวอยู่ในนรกเป็นเวลานาน ได้เสวยทุขเวทนาแสนสาหัสหลายพันปีเป็นอันมาก ด้วยกรรมอันเหลือนั้นในภพหลังสุด เราจึงได้รับคำกล่าวตู่ เพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา
๔. เพราะการกล่าวตู่พระเถระนามว่านันทะ สาวกของพระพุทธเจ้าผู้ครอบงำอันตรายทั้งปวง เราจึงท่องเที่ยวอยู่ในนรกสิ้นกาลนานถึงหมื่นปี ได้ความเป็นมนุษย์แล้วได้ถูกกล่าวตู่เป็นอันมาก ด้วยผลกรรมที่เหลือนั้น นางสุนทริกามากับหมู่ชน ได้กล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่จริง
๕. เมื่อก่อนเราเป็นพราหมณ์ชื่อสุตวา อันชนทั้งหลายสักการะบูชา สอนมนต์ให้กับมาณพ ๕๐๐ คนอยู่ในป่าใหญ่ ได้เห็นฤาษีผู้น่ากลัว ได้อภิญญา ๕ มีฤทธิ์มาก มาในสำนักของเรา เราจึงกล่าวตู่ฤาษีผู้ไม่ประทุษร้าย โดยได้บอกกะพวกศิษย์ของเราว่าฤาษีพวกนี้มักบริโภคกาม แม้เมื่อเราบอกเท่านั้น พวกมาณพก็เชื่อฟัง ครั้งนั้นมาณพทั้งปวงเที่ยวไปภิกขาในสกุล พากันบอกแก่มหาชนว่าฤาษีพวกนี้มักบริโภคกาม ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ภิกษุทั้ง ๕๐๐ เหล่านี้ได้รับคำกล่าวตู่ทั้งหมด เพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา
๖. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ในกาลก่อน เราได้ฆ่าพี่น้องชายต่างมารดา เพราะเหตุแห่งทรัพย์จับใส่ลงในซอกเขา แล้วทับด้วยหิน ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น พระเทวทัตจึงผลักก้อนหินกลิ้งลงมากระทบนิ้วเท้าของเราจนห้อเลือด
๗. ในกาลก่อน เราเป็นเด็กเล่นอยู่ในหนทางใหญ่ เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ใส่ไฟเผาดักไว้ทั่วหนทาง ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ในภพหลังสุดนี้ พระเทวทัตจึงชักชวนนายขมังธนูผู้ฆ่าคนตายมาก เพื่อให้ฆ่าเรา
๘. ในกาลก่อน เราเป็นนายควาญช้างได้ไสช้าง ให้จับมัดพระปัจเจกมนีผู้สูงสุด แม้กำลังเที่ยวบิณฑบาต ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ช้างนาฬาคิรีตัวดุร้าย วิ่งแล่นเข้าไปในคอกเขา เบื้องหน้าผู้ประเสริฐ
๙. ในกาลก่อน เราเป็นทหารราบ เป็นแม่ทัพฆ่าบุรุษเป็นอันมากด้วยหอก ด้วยวิบากแห่งกรรมที่เหลือนั้น บัดนี้ไฟนั้นยังมาไหม้ที่เท้าของเราทั้งสิ้นอีก เพราะกรรมยังไม่พินาศไป
๑๐. ในกาลก่อน เราเป็นเด็กลูกของชาวประมงในบ้านเกวัฏฏคาม เห็นคนทั้งหลายฆ่าปลาแล้วเกิดความโสมนัส ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ความทุกข์ที่ศีรษะคือปวดศีรษะได้มีแล้วแก่เรา ในเมื่อเจ้าศากยะทั้งหลายถูกเบียดเบียน ถูกพระเจ้าวิฏฏุภะฆ่าแล้ว พระเจ้าวิฏฏุภะนี้คือพระเจ้าวิฑูฑภะที่ฆ่าเจ้าศากยะนั่นเอง
๑๑. เราได้บริภาษพระสาวกทั้งหลายในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่า ผุสสะ ว่า “ท่านทั้งหลายจงเคี้ยว จงกินแต่ข้าวแดง อย่ากินข้าวสาลีเลย” ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราอันพราหมณ์นิมนต์แล้วอยู่ในเมืองเวรัญชา ได้บริโภคข้าวแดงตลอด ๓ เดือน
๑๒. ในเวลาที่นักมวยปล้ำๆ กันอยู่ เราได้เบียดเบียนบุตรนักมวยปล้ำ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ความปวดหลังได้มีแก่เรา
๑๓. เมื่อก่อน เราเป็นหมอรักษาโรค ได้ถ่ายยาให้บุตรเศรษฐีตาย ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นโรคปักขันทิกาพาธจึงมีแก่เรา โรคนี้แหละที่เกิดแก่พระพุทธเจ้าของเราในเวลาใกล้จะปรินิพพาน
๑๔. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเล่าว่า เมื่อเราเป็นมาณพชื่อโชติปาละ ได้กล่าวกะพระสุคตเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ในกาลนั้นว่า จักมีโพธิมณฑลแต่ที่ไหนโพธิญาณนั้นท่านได้ยากยิ่ง ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นเราได้ทำกรรมที่ทำได้ยากคือทุกกรกิริยา ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมตลอด ๖ ปี แต่นั้นจึงได้บรรลุโพธิญาณ แต่เรามิได้บรรลุโพธิญาณอันสูงสุดด้วยหนทางนี้ คือมิได้บรรลุโพธิญาณด้วยทุกกรกิริยานี้ เราอันบุพกรรมตักเตือนแล้ว จึงแสวงหาโพธิญาณในทางที่ผิด บัดนี้เราเป็นผู้สิ้นบาปและบุญ เว้นจากความเร่าร้อนทั้งปวงไม่มีความโศกเศร้า ไม่คับแค้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักนิพพาน
---------------------------------------------------------------------------------
ข้อคิดจากเรื่องนี้..
เดี๋ยวนี้การสะเดาะเคราะห์แก้กรรม มีให้เห็นอยู่ทั่วไป ทั้งที่วัดและที่สำนักของอาจารย์ทั้งหลาย ผู้ตั้งตัวเป็นผู้แก้กรรมก็เป็นทั้ง พระ แม่ชี ฆราวาส จากเรื่องนี้ ท่านผู้อ่านลองดูก่อน นี้ขนาดพระพุทธเจ้ายังมีกรรม และท่านก็เฉยที่จะแก้ไขกรรมเก่าใดๆของท่านเลย แล้วเราเป็นปุถุชนคนธรรมดาสามารถทำอะไรกับกรรมเก่านี้ได้ไหม?
เรื่องทำบุญแก้กรรม กรรมดีกรรมชั่วเมื่อทำไว้ไม่หายไปไหน สุดท้ายแค่รอเวลาให้ผลในวันหนึ่ง การ **แก้กรรม** ตามหลักพุทธศาสนาถือว่าทำไม่ได้ (แต่ทำให้**หมดกรรม**ได้) สามารถบรรเทาหรือเลื่อนการให้ผลออกไปได้ สิ่งสำคัญสุดสำหรับคนอยาก แก้กรรม(บรรเทา) คือจิตที่สำนึกผิดและตั้งใจมั่นจะไม่เบียดเบียนใครในทุกด้านอีกแล้วตลอด ชีวิต ซึ่งต้องยอมรับผลกรรมส่วนหนึ่งด้วย ไม่ใช่จะหนีไม่ยอมรับโทษเลย แยกแยะให้ดีๆ นะครับ ระหว่างคำว่า แก้กรรม กับ หมดกรรม
----------------------------------------------------------------------------------
เราควรกระทำ 3 อย่าง
1.เฉย ยอมรับวิบากกรรมอันนั้น ถือว่ากรรมสิ้นสุดลง
2.ถ้า ประทุษร้ายตอบ เท่ากับพอรับผลกรรมชั่วแล้ว ก็สร้างกรรมชั่วขึ้นมาใหม่ ในภายภาคหน้าก็จะโดนประทุษร้ายอีก
3. ให้อภัย และแผ่เมตตา เท่ากับรับวิบากกรรมเก่าแล้ว ก็สร้างวิบากกรรมดีขึ้นมาแทน ในกาลต่อไป ศัตรูนั้นก็จะกลายเป็นมิตร หรือได้รับวิบากกรรมดีแทน
ขอให้ท่านผู้อ่านอย่าได้ท้อแท้กับเรื่องที่ไม่ดีเข้ามาในชีวิตเรานะครับ ขอให้เรายอมรับ และให้ใช้สติปัญญา แก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเอง ขอให้ธรรมะ นำทางแก่ทุกท่าน
----------------------------------------------------------------------------------
ส่วนวิธีที่จะให้หมดกรรมเลยนั้น เราสามารถทำได้อย่างแน่นอน ขอยกที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ ให้ท่านผู้อ่านลองคิดดู
*****ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมเป็นไฉน สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้เราเรียกว่ากรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้แล เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ทราบ ฯ*****
เพราะฉะนั้น อริยมรรคมีองค์ 8 ย่อลงมาให้สั้นๆคือ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ทำให้เราหมดกรรม ถึงที่สุดแห่งความหมดทุกข์ได้ นั้นคือการเข้าสู่มรรคผลนิพานนั้นเอง
ผู้เขียน...เรื่องนี้ยาวสักหน่อยครับ แต่ก็หวังว่าท่านผู้อ่านคงได้รับประโยชน์ ไม่มากก็น้อย
ขอบพระคุณที่ติดตาม
----------------------------------------------------------------------------------
ที่มา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔
ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑
พุทธาปทานชื่อปุพพกรรมปิโลติที่ ๑๐
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๓ อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต - หน้าที่ 219
ว่าด้วย บุพจริยาของพระองค์เอง
http://www.84000.org/tipitaka/book/v.php?B=32&A=7849&Z=7924
----------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเรื่องน่าอ่านอีกมากมาย ได้ที่ เพจนิทานธรรม
เพจ : www.facebook.com/Nitandham
เว็บไซค์ : http://nitandham.blogspot.com
Youtube : https://goo.gl/F27gUr
เข้าร่วมกลุ่มของเราได้ที่
https://www.facebook.com/groups/Nitandham/
----------------------------------------------------------------------------------

นาคกับพญาครุฑ


นิทานชาดก
เรื่อง นาคกับพญาครุฑ 

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัตผู้พูดมุสาแล้วถูกแผ่นดินสูบ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อค้าชาวเมืองพาราณสีประมาณ ๕๐๐ คน แล่นสำเภาไปในมหาสมุทรเพื่อไปค้าขายเมือง อื่น ในวันที่ ๗ สำเภาถูกพายุกระหน่ำล่มกลางทะเล ผู้คนล้มตาย เป็นเหยื่อของปลาหมดหลงเหลือเพียงชายคนหนึ่งถูกลมพัดกระหน่ำไปขึ้นที่ฝั่ง ท่าน้ำกทัมพิยะ เสิ้อผ้าไม่มี เปลือยกายล่อนจ้อน เดินเที่ยวขอทานอยู่
พวกชาวบ้านพบเห็นเขาก็พากันยกย่องเขาว่าเป็นผู้มักน้อยสันโดษ เป็นนักบวช จึงพากันสักการะบูชาเขาเป็นการใหญ่ นับตั้งแต่วันนั้นมาเขาเองก็ไม่ปรารถนาจะนุ่งห่มเสื้อผ้าได้ลาภสักการะจำนวน มาก ถูกคนเรียกหาว่า กทัมพิยอเจลกะ (ชีเปลือยทัมพิยะ)
ในสมัยนั้น มีพญานาคตนหนึ่งชื่อบัณฑรกนาคราช และพญาครุฑตนหนึ่งจะพากันมาปรึกษาชีเปลือยนั้นอยู่เป็นประจำอยู่มาวันหนึ่ง พญาครุฑมาหาชีเปลือยแล้วขอร้องว่า "ท่านขอรับพวกญาติของผมจำนวนมาก ตายเพราะจับพวกนาคโดยไม่ทราบสาเหตุ ขอความกรุณาจากท่านช่วยถามพญานาคให้ผมด้วยเถิด"
ชีเปลือยนั้นรับคำจะถามให้ เมื่อพญานาคมาหาจึงถามความนั้นพญานาคตอบว่า "ท่านขอรับเรื่องนี้เป็นความลับของพวกกระผม ถ้าผมบอกท่านเท่ากับผมนำความตายมาสู่ตนเอง และพวกญาติ จึงไม่ขอตอบได้ไหม"
ชีเปลือย "พญานาค เราจะไม่บอกใครหรอก ถามเพราะอยากจะทราบเท่านั้นเองละ จงบอกเถิด"
พญานาคตอบว่า "ผมบอกไม่ได้หรอกครับท่าน" ไหว้ชีเปลือยแล้วก็กลับไป ชีเปลือยถามเช่นนั้นอยู่ ๒ วัน พญานาคก็ไม่ยอมบอกเช่นเดิม ในวันที่ ๓ พญานาคพอถูกชีเปลือยถามอีกจึงกำชับชีเปลือยอย่าได้บอกใคร แล้วก็เล่าให้ฟังว่า "ท่านขอรับเพราะพวกกระผมกลืนกินก้อนหินทุกวันทำให้ตัวหนักนอนอยู่ เมื่อพวกครุฑมาจับที่หัวลากไป จึงถ่วงพวกครุฑจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก พวกครุฑมันโง่จึงจับที่หัว ถ้ามันจับหางของพวกเราหินก็จะไหลออกจากปากสามารถนำพวกเราไปได้ ความลับก็มีอยู่เท่านี้แหละท่าน" แล้วก็ลากลับไป
อีกวันต่อมา เมื่อพญาครุฑมาหาเปลือยผู้ทุศีลก็เล่าเรื่องนั้นให้ฟัง พญาครุฑจึงปรี่เข้าไปจับขนดหางพญานาคโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้าไป พญานาคเมื่อทราบความลับถูกเปิดเผลแล้ว จึงคร่ำครวญว่า "ภัยเกิดจากตัวเองแท้ๆ ที่พูดพล่อยไม่ปิดบัง บอกความลับแก่ใคร จึงได้บอกออกไปน่าเจ็บใจจริง ๆ "
พญาครุฑพูดว่า "ท่านนาคราช ท่านบอกความลับแก่ชีเปลือยแล้ว จะมาคร่ำครวญอยู่ทำไม สัตว์ที่จะไม่ตายไม่มีในโลกขึ้นชื่อว่าความลับไม่ควรบอกใครๆ ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดา พี่น้องแม้กระทั่งภรรยาและบุตรธิดา" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
"บัณฑิตไม่พึงเปิดเผยความลับ พึงรักษาความลับนั้นไว้เหมือนรักษาขุมทรัพย์ เพราะว่าความลับบุคคลรู้อยู่ไม่เปิดเผยได้เป็นการดีบัณฑิตไม่ควรบอกความลับ แก่สตรี ศัตรู คนที่ใช้อามิสล่อ และคนผู้ล้วงความลับ"
พญานาคได้ฟังธรรมของพญาครุฑแล้วอ้อนวอนขอชีวิตว่า "ท่านพยาครุฑ ข้าพเจ้าขอชีวิตจากท่าน ขอท่านจงตั้งตนดุจเป็นมารดาของข้าพเจ้าเถิด"
พญาครุฑตอบว่า "เอาเถอะ เราจะปล่อยท่านไป แต่ว่า บุตรมี ๓ จำพวก คือ ศิษย์ บุตรบุญธรรม และบุตรตัวเอง ท่านยินดีจะเป็นบุตรประเภทไหนของเราละ" ว่าแล้วก็ปล่อยพญานาคไป สัตว์ทั้ง ๒ ก็อยู่กันอย่างสามัคคีกันเช่นเดิม
ต่อมาวันหนึ่งสัตว์ทั้ง ๒ ได้ชวนกันไปหาชีเปลือยอีก พญาครุฑทราบว่าพญานาคจักหมายชีวิตชีเปลือย จึงไม่เข้าไปหาปล่อยให้แต่พญานาคผู้เดียวเข้าไปหาชีเปลือยนั้น พญานาคได้กล่าวติเตียนและสาบแช่งชีเปลือยว่า "ท่านเป็นคนเลวทรามประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้าย ไม่รักษาคำสัตย์ ขอให้หัวของท่านจงแตกเป็น ๗ เสี่ยง" กล่าวจบก็พากันกลับไปที่อยู่ของตนส่วนชีเปลื่อยพอสัตว์ทั้ง ๒ จากไปเท่านั้น หัวก็แตกออกเป็น ๗ เสี่ยงสิ้นชีวิตแล้วไปเกิดในนรก
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ความลับไม่ควรเปิดเผยให้ใครที่ไหนทราบดังคำมีว่า ความลับไม่ให้ถึงสาม ความงามไม่ให้ถึงสี่ ความมิดความหมี่ไม่ให้ถึงห้าถึงหก
 
ติดตามเรื่องน่าอ่านอีกมากมาย ได้ที่ เพจนิทานธรรม
เพจ : www.facebook.com/Nitandham

ตำนานพระเจ้า 5 พระองค์


เรื่อง ตำนานพระเจ้า 5 พระองค์ และ ตํานานแม่กาเผือก 

ความเชื่อในเรื่องตำนานการถือกำเนิดของพระเจ้า 5 องค์ เป็นตำนานทางพระพุทธศาสนาที่มีเล่าสืบทอดต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานจวบจน ปัจจุบัน เนื้อความพอที่จะสรุปได้ดังนี้ นานมาแล้วยังมีกาเผือก(กาขาว)ผัว-เมียทำรังอยู่บนไม้ใหญ่ริมธารน้ำในป่า หิมพานต์ อยู่มาวันหนึ่งกาตัวผู้ออกไปหาอาหารไกลจากรังตนจนหาทางกลับมารังไม่ถูก ทำให้นางกาต้องออกตามหา
แต่เนื่องด้วยนางกาเป็นห่วงไข่ในรังทั้ง 5 ใบจึงจำต้องย้อนมากกไข่ก่อน วันหนึ่งเกิดพายุขนาดใหญ่ซัดกระหน่ำ ใส่รังจนไข่ทั้ง 5 ใบถูกกระแสน้ำอันเชี่ยวกราดพัดหายไปไกลสุดลูกหูลูกตา นางกาเองก็ถูกพายุลูกนั้นซัดจนไกลห่างออกไปจากรังมาก ครั้งพายุสงบลงนางกากลับมาที่รังก็ไม่พบไข่ทั้ง 5 ใบ นางจึงกลั้นใจตาย ณ ที่แห่งนั้น ส่วนกาฝ่ายสามีที่กระเสือกกระสนหาทางกลับมายังรังจนเจอด้วยความยากลำบากกลับ พบเพียงความว่างเปล่าภายในรังก็เศร้าโศกเสียใจเป็นยิ่งก็กลั้นใจตายตาม ไป(โดยภายหลังกาเผือกทั้ง 2 ได้ไปเกิดใหม่ในพรหมโลกได้นามว่า พกาพรหม) ส่วนไข่ทั้ง 5 ใบนั้นปรากฏว่าได้ลอยไปติดยังตลิ่ง ณ ที่ต่างๆโดยมีแม่สัตว์ทั้ง 5 ชนิดนำไข่ไปเลี้ยงดูฟูมฟักจนครั้งไข่แตกฟักออกมาเป็นตัวกลับกลายเป็นมนุษย์ รูปงาม เป็นพระพุทธเจ้าทั้ง 5 องค์ตามลำดับดังนี้
1.พระกุกกุสันโธ แม่ไก่เก็บไปเลี้ยง
2.พระโกนาคมโน แม่นาคเก็บไปเลี้ยง
3.พระมหากัสสโป แม่เต่าเก็บไปเลี้ยง
4.พระโคตโม(พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) แม่โคเก็บไปเลี้ยง
5.พระศรีอาริยเมตเตยโย(พระศรีอารย์) แม่ราชสีห์เก็บไปเลี้ยง
จากตำนานเรื่องการถือกำเนิดของพระเจ้า 5 องค์ดังที่กล่าวมาข้างต้น พอที่จะสรุปเนื้อความได้ว่า ตำนานเรื่องนี้พยายามสอนหรือบ่งชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆว่าทุกชีวิต ล้วนมีความหมายและมีคุณค่าในตัวของมันเอง อย่าพยายามมองรูปลักษณะของสิ่งต่างๆเหล่านั้นด้วยดวงตาเพียงอย่างเดียวแต่ ให้ใช้ดวงใจในการมองเห็นควบคู่กันไปด้วย ซึ่งแม้นว่าจะเป็นสัตว์สิ่งมีชีวิตต่างเผ่าต่างพันธุ์ หากแต่มีจิตใจสูงส่งก็ย่อมส่งผลสามารถฟูมฟักเลี้ยงดูสิ่งดีงามให้ปรากฏออกมา ได้ ดังที่แม่สัตว์ทั้ง 5 เก็บไข่ได้แล้วนำไปฟูมฟักเลี้ยงดูจนปรากฏเป็นมนุษย์รูปงามและกลายมาเป็นพระ พุทธเจ้าทั้ง 5 องค์ตามลำดับ
คติธรรมในเรื่องนี้ มีนัย หมายถึงธรรมชาติแท้ๆ ของสรรพสิ่ง คือ ไข่ 5 ฟอง หมายถึง ขันธ์ 5 ประกอบด้วย (รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) ซึ่งไม่ใช่ตัวตน เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ การที่ไข่ไหลไปตามน้ำ คือการที่ ขันธ์ 5 เปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย และการที่ไข่ฟักเป็นตัวคือ ตัวแท้ของ ขันธ์ 5 เป็นธาตุ 4 และนามธรรม ถูกอวิชาครอบงำ จึงมีซื่อเรียกสมมุติไป ต่างๆ นาๆ การถูก เลี้ยงดูฟูมฟักจนครั้งไข่แตกฟักออกมาเป็นตัวกลับ คือการพร้อมใจกันปฎิบัติธรรมสูงสุด คือวิปัสสนา จนรู้แจ้งเห็นจริงโดยไม่ติดในสมมุติ และได้เป็นกลายเป็นมนุษย์รูปงาม เป็นพระพุทธเจ้าทั้ง 5 นั้นเอง

ติดตามเรื่องน่าอ่านอีกมากมาย ได้ที่ เพจนิทานธรรม
เพจ : www.facebook.com/Nitandham

เพราะสวยบาดใจจึงต้องให้บวช (พระอุบลวัณณาภิกษุณี)



เรื่อง เพราะสวยบาดใจจึงต้องให้บวช 
 
ประวัติ พระอุบลวัณณาภิกษุณี
ภิกษุณีเอตทัคคะในฝ่ายผู้มีฤทธิ์พระอุบลวรรณาเถรี เกิดในตระกูลเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี บิดามารดาได้ตั้งชื่อให้นางว่า “อุบลวรรณา” ตามนิมิตลักษณะที่นางมีผิวพรรณเหมือนกลับดอกอุบลเขียว
เพราะสวยบาดใจจึงต้องให้บวช
เมื่อนางเจริญวัยเข้าสู่วัยสาว นอกจากจะมีผิวงามแล้วรูปร่างลักษณะยังงดงามสุดเท่าที่จะ หาหญิงอื่นทัดเทียม ได้ จึงเป็นที่หมายปองต้องการของพระราชาและมหาเศรษฐีทั่วทั้งชมพูทวีป ซึ่งต่างก็ส่งเครื่องบรรณาการอันมีค่าไปมอบให้พร้อมกับสู่ขอเพื่ออภิเษก สมรสด้วย ฝ่ายเศรษฐีผู้บิดาของนางรู้สึกลำบากใจด้วยคิดว่า “เราไม่สามารถที่จะรักษาน้ำใจของคน ทั้งหมดเหล่านี้ได้ เราควรจะหาอุบายทางออกสักอย่างหนึ่ง” แล้วจึงเรียกลูกสาวมาถามว่า:-
“แม่อุบลวรรณา เจ้าจะสามารถบวชได้ไหม ?”
นางได้ฟังคำของบิดาแล้วรูสึกร้อนทั่วสรรพางค์กายเหมือนกับมีคนนำเอาน้ำมัน ที่เคี่ยว ให้เดือด ๑๐๐ ครั้ง ราดลงบนศีรษะของนาง ด้วยว่านางได้สั่งสมบุญมาแต่อดีตชาติ และการเกิด ในชาตินี้ก็เป็นชาติสุดท้ายของนาง ดังนั้น นางจึงรับคำของบิดาด้วยความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เศรษฐีผู้บิดาจึงพานางไปยังสำนักของภิกษุสงฆ์แล้วให้บวชเป็นที่เรียบร้อย เมื่อนางอุบลวรรณาบวชได้ไม่นาน ก็ถึงสาระที่จะต้องไปทำความสะอาดโรงอุโบสถ เธอได้จุดประทีปเพื่อขจัดความมืดแล้วกวาดโรงอุโบสถ เห็นเปลวไฟที่ดวงประทีปแล้วยึดถือเอา เป็นนิมิตร ขณะที่กำลังยืนอยู่นั้นได้เข้าฌานมีเตโช กสิณเป็นอารมณ์ แล้วกระทำฌานนั้นให้เป็น ฐานเจริญวิปัสสนา ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาและอภิญญาทั้งหลาย ณ ที่นั้น นั่นเอง
เมื่อพระเถรีสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้เที่ยวจาริกไปยังชนบทต่าง ๆ แล้วกลับมาพัก ที่ป่าอันธวัน สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคยังมิได้ทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีอยู่ในป่าเพียงลำพัง ประชา ชนได้ช่วยกันปลูกกระท่อมไว้ในป่าพร้อมทั้งเตียงตั่งกั้นม่านแล้วถวาย เป็นที่พักแก่ พระเถรีนั้น
"บวชแล้วยังถูกข่มขืน"
ฝ่ายนันทมาณพ ผู้เป็นลูกชายของลุงของพระเถรีนั้น มีจิตหลงรักนางตั้งแต่ยังไม่บวชเมื่อ ทราบข่าวว่าพระเถรีมาพักที่ป่าอันธวัน ใกล้เมืองสาวัตถี จึงได้ถือโอกาสขณะที่พระเถรีเข้าไป บิณฑบาตในเมืองสาวัตถีนั้น ได้เข้าไปในกระท่อมหลบซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง เมื่อพระเถรีกลับมา แล้ว เข้าไปในกระท่อมปิดประตูแล้วนั่งลงบนเตียง ขณะที่สายตายังไม่ปรับเข้ากับความมืดใน กระท่อม นันทมาณพก็ออกมาจากใต้เตียงตรงเข้าปลุกปล้ำข่มขืนพระเถรี ถึงแม้พระเถรีจะร้อง ห้ามว่า:- “เจ้าคนพาล เจ้าอย่าพินาศฉิบหายเลย เจ้าคนพาล เจ้าอย่าพินาศฉิบหายเลย” นันทมาณพ ก็ไม่ยอมเชื่อฟัง ได้ทำการข่มขืนพระเถรีสมปรารถนาแล้วก็หลีกหนีไป พอ เขาหลบหนีไปได้ไม่ไกล แผ่นดินใหญ่ก็มีอาการประหนึ่งว่าไม่สามารถจะรองรับน้ำหนักของเขา เอาไว้ได้ จึงอ่อนตัวยุบลงแล้วนันทมาณพก็จมดิ่งลงในแผ่นดิน ไปเกิดในอเวจีมหานรก ฝ่ายพระอุบลวรรณาเถรี ก็มิได้ปิดบังเรื่องราวที่เกิดขึ้น ได้บอกแจ้งเหตุที่เกิดขึ้นกับตน นั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ต่อจากนั้นเรื่องราวของพระเถรีก็ทราบถึงพระบรมศาสดา
พระพุทธองค์ ได้ตรัสพระคาถาภาษิตว่า:-
“คนพาล ย่อมร่าเริงยินดีในบาปกรรมลามกที่ตนกระทำ ประดุจว่าดื่มน้ำผึ้งที่มีรสหวาน จนกว่าบาปกรรมนั้นจะให้ผล จึงจะได้ประสบกับความทุกข์ เพราะกรรมนั้น”

พระขีณาสพเหมือนไม้แห้งไม้ผุ เมื่อกาลเวลาล่วงไปภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมเกี่ยวกับเหตุการณ์ของพระ อุบลวรรณาเถรี นั้นว่า:-
“ท่านทั้งหลาย เห็นทีพระขีณาสพทั้งหลาย คงจะยังมีความยินดีในกามสุข คงจะยังจะ พอใจในการเสพกาม ก็ทำไมจะไม่เสพเล่า เพราะท่านเหล่านั้นมิใช่ไม้ผุ มิใช่จอมปลวก อีกทั้ง เนื้อหนังร่างกายทั่วทั้งสรีระก็ยังสดอยู่ ดังนั้น แม้จะเป็นพระขีณาสพก็ชื่อว่ายังยินดีในการเสพ กาม”
พระบรมศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามทรงทราบเนื้อความที่พวกภิกษุเหล่านั้นสนทนากัน แล้วจึงตรัสว่า:-
“ภิกษุทั้งหลาย พระขีณาสพทั้งหลายนั้นไม่ยินดีในกามสุข ไม่เสพกามเปรียบเสมือน หยาดน้ำตกลงในใบบัวแล้วไม่ติดอยู่ ย่อมกลิ้งตกลงไป และเหมือนกับเมล็ดพันธุ์ผักกาด ย่อมไม่ ติดตั้งอยู่บนปลายเหล็กแหลม ฉันใด ขึ้นชื่อว่ากามก็ย่อมไม่ซึมซาบ ไม่ติดอยู่ในจิตของพระ ขีณาสพ ฉันนั้น”
ต้นกำเนิดศีล ห้ามภิกษุณีอยู่ป่า ต่อมาพระบรมศาสดา
ทรงพิจารณาเห็นภัยอันจะเกิดแก่กุลธิดาผู้เข้ามาบวชแล้วพักอาศัย อยู่ในป่า อาจจะถูกคนพาลลามกเบียดเบียนประทุษร้าย ทำอันตรายต่อพรหมจรรย์ได้ จึงรับสั่งให้ เชิญพระเจ้าปเสนทิโกศลมาเฝ้า ตรัสให้ทราบพระดำริแล้ว ขอให้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อนางภิกษุณี สงฆ์ในที่บริเวณใกล้ ๆ พระนคร และตั้งแต่นั้นมา ภิกษุณีก็มีอาวาสอยู่ในบ้านในเมืองเท่านั้น พระอุบลวรรณาเถรี ปรากฏว่าเป็นผู้ชำนาญในการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ดังจะเห็นได้ในวัน ที่ พระบรมศาสดาทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์นั้น พระเถรีก็กราบทูลอาสาขอแสดงฤทธิ์เพื่อต่อสู้ กับพวกเดียรถีย์แทนพระพุทธองค์ ด้วย และทรงอาศัยเหตุนี้จึงได้ทรงสถาปนาพระอุบลวรรณา เถรี นี้ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ในฝ่าย ผู้มีฤทธิ์ และเป็นอัครสา วิการฝ่ายซ้าย
ผู้อ่านบางท่านอาจสงสัยเรื่องภิกษุณี (นักบวชเป็นผู้หญิง)
ในพระพุทธศาสนา คำว่า ภิกษุณี เป็นศัพท์ที่มีเฉพาะในพระพุทธศาสนา โดยเป็นศัพท์บัญญัติที่ใช้เรียกนักบวชหญิงในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ไม่ใช้เรียกนักบวชในศาสนาอื่น
ภิกษุณี หรือ ภิกษุณีสงฆ์ จัดตั้งขึ้นโดยพระบรมพุทธานุญาต ภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนาคือพระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี โดยวิธีรับคุรุธรรม 8 ประการ ในคัมภีร์เถรวาทระบุว่าต่อมาในภายหลังพระพุทธเจ้าได้ทรงอนุญาตวิธีการ อุปสมบทภิกษุณีให้มีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น จนศีลของพระภิกษุณีมีมากกว่าพระภิกษุ โดยพระภิกษุณีมีศีล 311 ข้อ ในขณะที่พระภิกษุมีศีลเพียง 227 ข้อเท่านั้น เนื่องจากในสมัยพุทธกาลไม่เคยมีศาสนาใดอนุญาตให้ผู้หญิงเข้ามาเป็นนักบวชมา ก่อน และการตั้งภิกษุณีสงฆ์ควบคู่กับภิกษุสงฆ์อาจเกิดข้อครหาที่จะเป็นอันตราย ร้ายแรงต่อการประพฤติพรหมจรรย์และพระพุทธศาสนาได้ หากได้บุคคลที่ไม่มีความมั่นคงในพระพุทธศาสนาเข้ามาเป็นนักบวช
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ปรากฏว่ามีการตั้งวงศ์ภิกษุณีเถรวาทขึ้นในประเทศไทย อย่างไรก็ตามในประเทศพุทธเถรวาทที่เคยมี หรือไม่เคยมีวงศ์ภิกษุณีสงฆ์ในปัจจุบัน ต่างก็นับถือกันโดยพฤตินัยว่าการที่อุบาสิกาที่มีศรัทธาโกนศีรษะนุ่งขาวห่ม ขาว ถือปฏิบัติศีล 8 (อุโบสถศีล) ซึ่งเรียกโดยทั่วไปว่า แม่ชี เป็นการผ่อนผันผู้หญิงที่ศรัทธาจะออกบวชเป็นภิกษุณีเถรวาท แต่ไม่สามารถอุปสมบทเป็นภิกษุณีเถรวาทได้ โดยส่วนใหญ่แม่ชีเหล่านี้จะอยู่ในสำนักวัดซึ่งแยกเป็นเอกเทศจากกุฎิสงฆ์
ภิกษุณีสายเถรวาทซึ่งสืบวงศ์มาแต่สมัยพุทธกาลด้วยการบวชถูกต้องตามพระวินัย ปิฎกเถรวาท ที่ต้องบวชในสงฆ์สองฝ่ายคือทั้งภิกษุสงฆ์ และภิกษุณีสงฆ์ ได้ขาดสูญวงศ์ (ไม่มีผู้สืบต่อ) มานานแล้ว คงเหลือแต่ภิกษุณีฝ่ายมหายาน (อาจริยวาท) ที่ยังสืบทอดการบวชภิกษุณีแบบมหายาน (บวชในสงฆ์ฝ่ายเดียว) มาจนปัจจุบัน ซึ่งจะพบได้ใน จีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และศรีลังกา
ปัจจุบันมีการพยายามรื้อฟื้นการบวชภิกษุณีในฝ่ายเถรวาท โดยทำการบวชมาจากภิกษุณีมหายาน และกล่าวว่าภิกษุณีฝ่ายมหายานนั้น สืบวงศ์ภิกษุณีสงฆ์มาแต่ฝ่ายเถรวาทเช่นกัน แต่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าฝ่ายมหายานมีการบวชภิกษุณีสืบวงศ์มาโดยมิได้กระทำ ถูกตามพระวินัยปิฎกเถรวาท และมีศีลที่แตกต่างกันอย่างมากด้วย ทำให้มีการไม่ยอมรับภิกษุณี (เถรวาท) ใหม่ ที่บวชมาแต่มหายานว่า มิได้เป็นภิกษุณีที่ถูกต้องตามพระวินัยปิฎกเถรวาท และมีการยกประเด็นนี้ขึ้นเป็นข้ออ้างว่าพระพุทธศาสนาจำกัดสิทธิสตรีด้วย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะพระพุทธเจ้าได้อนุญาตให้มีภิกษุณีที่นับเป็นการเปิดโอกาสให้มีนักบวช หญิงเป็นศาสนาแรกในโลก เพียงแต่การสืบทอดวงศ์ภิกษุณีได้สูญไปนานแล้ว จึงทำให้ในปัจจุบันไม่สามารถบวชสตรีเป็นภิกษุณีตามพระวินัยเถรวาทได้
--------------------------------------------------------------------
ติดตามเรื่องน่าอ่านอีกมากมาย ได้ที่ เพจนิทานธรรม
เพจ : www.facebook.com/Nitandham
เว็บไซค์ : http://nitandham.blogspot.com
Youtube : https://goo.gl/F27gUr
--------------------------------------------------------------------

สาเหตุที่พระเทวทัตอาฆาตพระพุทธเจ้า



สาเหตุที่พระเทวทัตอาฆาตพระพุทธเจ้า

เรื่องมีอยู่ว่า ได้มีพ่อค้าเร่สองคนชาวแคว้นเสริวรัฐ มีชื่อเดียวกันว่าเสรีวะ คนหนึ่งคือพระโพธิสัตว์ (พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน) อีกคนหนึ่งคือพระเทวทัตในปัจจุบัน ทั้งสองได้ทำการค้าขายเร่ รับซื้อและขายของไปตามหัวเมืองต่าง ๆ
จนวันหนึ่งทั้งสองได้ไปค้าขายเครื่องประดับในเมืองอริฏฐปุระ โดยตกลงแบ่งให้เข้าไปขายคนละทาง
เพื่อว่าการค้าจะได้ไม่แข่งขันขัดตัดประชันราคากัน
พ่อค้าคนแรก (พระเทวทัต) ได้ตะโกนเร่ขายของตามถนนในเมืองไปเรื่อย ๆ จนไปถึงบ้านอดีตเศรษฐีผู้ดีเก่าตกยากหลังหนึ่ง ที่เหลืออยู่แต่เพียงยายกับหลานสาวในบ้านเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมด้วยฐานะที่ ยากไร้ เมื่อหลานสาวได้ยินเสียงพ่อค้าเที่ยวรับซื้อและเร่ขายของ จึงได้วิ่งออกมาดู จึงร้องบอกถึงความอยากได้เครื่องประดับ หลานสาวขอร้องให้ยายซื้อให้ ยายจึงเรียกพ่อค้าเข้ามาสอบถามและนำถาดเก่าคล้ำมอมซึ่งเป็นสมบัติของตระกูล ใบหนึ่งมาให้พ่อค้าตรวจดูเพื่อแลกซื้อเครื่องประดับให้หลาน
เหตุการณ์ปรากฏว่าพ่อค้าเลวนั้นแสร้งตรวจดู รู้ว่าเป็นถาดทองคำอันมีค่าราคาถึงแสนกหาปณะ ไม่ใช่ถาดโลหะธรรมดา ด้วยความที่พ่อค้าเป็นคนละโมภ อยากได้ถาดทองคำด้วยวิธีโกง จึงกล่าวแกล้งว่าราคาผิดความจริง ทำทีว่าถาดเก่านั้นไม่น่าสนใจไม่มีราคาจะแลกเปลี่ยน พร้อมกันนั้นก็โยนถาดนั้นทิ้งแล้วลุกจากเดินหนีไป โดยหวังเล่ห์กลว่าสักพักสักครู่จะเข้ามาใหม่เพื่อขอแลกของประดับเล็ก ๆ น้อย ๆ กับถาดทองของสองยายหลาน
คล้อยหลังไปไดสักพัก พ่อค้าพระโพธิสัตว์ผ่านมา เห็นพ่อค้าคนแรกออกจากตรอกทางนั้นไปแล้ว จึงแวะเข้ามาขายเครื่องประดับ ซึ่งคราวนี้ สองคนหลานสาวกับยายก็กระทำอาการอย่างที่ร้องบอกแก่พ่อค้าคนแรก ร้องบอกให้ตรวจดูถาดเก่าๆ คล้ำมอม ใบเดิมนั้น เผื่อว่าพ่อค้ารายนี้จะรับแลกเปลี่ยนไว้ด้วยเครื่องประดับอะไรสักอย่าง
เมื่อพ่อค้าตรวจถาดเก่าดูก็รู้ว่าเป็นถาดทองคำ มีราคาตั้งแสนกหาปณะ พ่อค้าพระโพธิสัตว์ (อดีตชาติของพระสมณโคดม) จึงบอกยายเจ้าของถาด ว่า “ ถาดนี้เป็นถาดทองมีราคามหาศาล ของที่ฉันนำมาเร่ขายทั้งหมดนี่ก็สู้ราคาถาดของยายไม่ได้หรอกจ๊ะ ”
ยายเจ้าของถาดเห็นความซื่อสัตย์ของพ่อค้าจึงบอกว่า
“ ถาดนี้ เมื่อกี้พ่อค้าอีกคนโยนลงพื้นดูถูกว่าของไม่มีราคา แต่คราวนี้พ่อมาบอกว่ามีราคาตั้งแสน พ่อนี่ช่างตาถึงมีบุญเหลือเกิน เอาอย่างนี้ ฉันให้ถาดนี้แก่ท่าน เอาไปเถิด ส่วนท่านจะให้ของขายอะไรแก่ฉันกะหลานก็ได้ตามใจเถิด
”พ่อค้าพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า “
เอาอย่างนี้นะยาย ฉันยกของที่ฉันเอามาขายและเงินที่ติดตัวมาให้ยายหมดเลยก็แล้วกัน ฉันขอแค่ตาชั่งเอาไว้ทำมาหากินและเงินสัก 8 กหาปณะพอค่าเดินทางก็พอจ๊ะ ”
เมื่อพ่อค้าได้ถาดทองแล้ว จึงเดินทางไปที่เรือเพื่อเดินทางกลับ ปรากฏว่า หลังจากพ่อค้าคนแรกเดินไปได้สักพักใหญ่ จึงย้อนมาหายายขายถาดคนเก่าเพื่อจะขอซื้อถาดใบนั้นในราคาถูก แต่เมื่อยายเห็นพ่อค้าเข้ามาก็ตะเพิดไปว่า “ ไอ้พ่อค้าจัญไร! แกได้ทำให้ถาดทองคำต้องไร้ค่า ชิชะ! มาตอนนี้จะมาขอซื้อ ไป! จงไปเสียเจ้าคนโกง เมื้อสักครู่นี้ ฉันได้ยกถาดที่แกอยากได้มอบให้แก่พ่อค้าตาถึงไปแล้ว และยังได้ทรัพย์มาตั้งพันกหาปณะ ”
เมื่อพ่อค้าคนแรกได้ฟังดังนั้นถึงกับตกใจแค้นถึงสิ้นสติสลบฟุบไป พอฟื้นขึ้นก็เกิดความเสียดายอย่างเป็นกำลัง ถึงกับโปรยเงินและข้าวของที่นำมาเร่ขายทิ้งไว้หน้าบ้านยายแก่ แล้วก็ถือคันชั่งวิ่งตามรอยเท้าพระโพธิสัตว์ หวังจะแย่งถาดทองคืน เมื่อไปถึงฝั่งแม่น้ำนั้น เห็นพระโพธิสัตว์กำลังขึ้นเรือไปอยู่ จึงกล่าวว่า “ นายเรือโว้ย! เอาเรือกลับเข้าฝั่งเดี๋ยวนี้ ๆ ” พระโพธิสัตว์ห้ามนายเรือว่า “ อย่ากลับ ๆ ” และแล่นเรือลับไป
เมื่อพ่อค้าพาล เห็นพระโพธิสัตว์นั่งเรือหายวับไป จึงเกิดความโศกเศร้าเสียดายและเสียใจอย่างที่สุด ถึงกับอาเจียนออกเป็นโลหิต และตั้งสำคัญผิดผูก ***อาฆาตพยาบาทจองเวรพระโพธิสัตว์*** พ่อค้าเลวซึ่งหมายถึงอดีตชาติของพระเทวทัตถึงกับสิ้นชีวิตลง ณ ที่นั้นนั่นเอง.
จบเรื่องนี้ใน เสริววาทนิชชาดก เอกนิบาท เท่านี้.
--------------------------------------------------------------------------------------------
ธรรมนิทานชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ความคดโกงไม่ดีเลย”
“โลภนักมักฉิบหาย โลภนักมักตัวตาย”
“ความโลภอยากได้ของเขา ทำให้เกิดความโกรธ”
"ความโกรธ เป็นไฟเผาร้อนในใจ"
"การอาฆาตพยาบาทจองเวร ก็เหมือนตกอยู่ในไฟนรกไม่มีที่สิ้นสุด"
--------------------------------------------------------------------------------------------
พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงเรื่องราวที่พระเทวทัตเริ่มต้นจองเวรกับพระพุทธเจ้า ไว้ใน เสรีววาณิชชาดก ซึ่งปรากฏเนื้อหาโดยละเอียดในคัมภีร์อรรถกถา
— พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ อรรถกถา เสรีววาณิชชาดก
-----------------------------------------------------------------------
รวมนิทานและเรื่องเล่าในพุทธศาสนา กดไลท์เพจ
www.facebook.com/Nitandham

สามเณร ชะตาขาด


เรื่อง สามเณร ชะตาขาด

เรื่องมีว่า พระสารีบุตร อัครสาวกฝ่ายขวา รับเอาสามเณรติสสะมาอยู่ในการอบรมดูแล ได้ 1 ปี วันหนึ่ง พระสารีบุตรสังเกตเห็นนิมิตบางอย่างที่บอกว่า สามเณร ติสสะจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกเพียง 7 วัน ด้วยเมตตาและความสงสารสามเณร จึงบอกสามเณรให้ทราบว่าสามเณรจะสิ้นชีวิตในอีก 7 วัน พร้อมกับอนุญาตให้สามเณรไปบอกลาสั่งเสียญาติมิตร สามเณรติสสะก็เดินทางไปเพื่อลาญาติพี่น้อง
ในระหว่างที่สามเณรเดินทางกลับไปบ้านญาตินั้น สามเณรได้พบสระน้ำที่น้ำกำลังแห้งขอด มีฝูงปลาติดปลักแห้ง กระเสือกกระสนดิ้นรนรอความตายอยู่ ด้วยความสงสารสามเณรจึงเอาบาตรช้อนตักฝูงปลาทั้งหมด แล้วนำไปปล่อยที่แม่น้ำใหญ่ ปลาทุกตัวก็รอดชีวิต
สามเณรติสสะเดินทางต่อไป ในช่วงที่ผ่านป่า ได้พบเก้งตัวหนึ่งติดบ่วงแร้วของนายพราน ดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ สามเณรมีใจกรุณาสงสารปล่อยเก้งตัวนั้นออกจากแร้ว ให้พ้นจากความตายไปอีกราย สุดท้ายเดินทางไปถึงบ้านญาติ ได้เล่าเรื่องที่จะเกิดกับตนทั้งหมดตามที่พระสารีบุตรบอกมา ญาติทั้งหลายทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็สงสารสามเณร อดกลั้นน้ำตาไม่ไหว ต่างร้องไห้คร่ำครวญ และเฝ้ารอเวลาที่สามเณรจะมรณภาพในวันที่ 7 ตามคำบอก
เมื่อครบกำหนด 7 วัน สามเณรติสสะ กลับไม่มรณภาพตามที่พระสารีบุตรพยากรณ์ไว้ แถมล่วงเลยไปอีกหลายสัปดาห์ก็ยังไม่มรณภาพ สามเณรรู้สึกว่าตนคงไม่ตายแล้ว จึงได้เดินทางกลับไปหาพระสารีบุตรอีก เล่าเรื่องต่างๆที่ตนได้กระทำลงไป เช่น การปล่อยปลาและเก้งในระหว่างทางก่อนถึงบ้านญาติ
พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า ด้วยอานิสงส์การให้ทานชีวิต ปล่อยปลาและสัตว์ที่จะถึงฆาตให้รอดตาย เป็นการประกอบมหากุศลกรรมอันยิ่งใหญ่ ด้วยเดชานุภาพของมหากุศลกรรมนั้น จึงสามารถสืบต่อชีวิตที่กำลังจะขาดไปของสามเณรได้
........................................
เรื่อง สามเณรติสสะ ในส่วนนี้เป็นหลักฐานที่พบจากเอกสารชั้นรองและเป็นเรื่องเล่า ปรำปราสืบๆกันมา เกี่ยวกับตำนานสืบชะตา หรือ อานิสงส์สืบชะตา ที่คนผู้มีชะตาขาด แต่กลับรอดตาย เพราะได้ช่วยชีวิตปลาที่ติดปลักแห้ง และช่วยเก้งที่ติดบ่วงนายพรานให้พ้นจากอันตราย มีชีวิตรอด การทำเช่นนี้ ทางศาสนาเรียกว่า ชีวิตทาน คือการให้ชีวิต
ชาวพุทธไทยคงถือเรื่องนี้เป็นแบบอย่างกระมัง เมื่อผู้ใดทำบุญสะเดาะเคราะห์ จึงมักจะปล่อยปลา และนกให้เป็นอิสระอีกด้วย และการที่พระเกจิอาจารย์บางวัดแนะนำให้ทำบุญด้วยการไถ่ชีวิตโค กระบือ และสัตว์อื่นจากโรงฆ่าสัตว์ ถือว่าได้บุญมาก และเป็นการสืบชะตากำเนิดของตนอีกด้วย
**ข้อคิดจากเรื่องนี้**
การบำเพ็ญชีวิตทานของสามเณรติสสะ เกิดจากการุญจิต และสัตว์เหล่านั้นถึงคราวอับจน หากไม่มีใครช่วยเหลือ ต้องสิ้นชีวิตแน่ๆ แต่ในปัจจุบัน การทำบุญปล่อยนกปล่อยปลาสะเดาะเคราะห์ มักจะทำพอเป็นพิธีเท่านั้น ด้วยนกและปลาเป็นสัตว์ที่ถูกจับมาขังไว้เพื่อการพานิช ขายให้ผู้ใจบุญได้ปล่อย และคนขายก็ไปจับมาขายแล้วขายอีก เวียนเทียนอยู่อย่างนี้ ดูท่าจะไม่เข้าทีนัก ส่วนการทำบุญด้วยการไถ่ชีวิตโค กระบือ หรือสัตว์ที่ถึงฆาตจากโรงฆ่า
ถือว่าได้บุญมาก และเป็นการสืบชะตากำเนิดของตนอีกด้วย ผู้อ่านลองใช้หลักการ และเหตุผลตรองดูนะครับ

ขอบพระคุณที่ติดตาม
นิทานธรรม
----------------------------------------------------------------------------
รวมนิทานและเรื่องเล่าในพุทธศาสนา กดไลท์เพจ
www.facebook.com/Nitandham
ที่มาจาก
http://phil-re4you.blogspot.com/2015/05/blog-post_26.html
ไม่ทราบที่มาของภาพ ผู้เขียนขออนุญาตลงไว้ให้เป็นธรรมทาน
----------------------------------------------------------------------------