แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงบทความทั้งหมด

80 เรื่องของ ในหลวง ที่เรา ไม่เคยรู้





80 เรื่องของ ในหลวง ที่เรา ไม่เคยรู้

ในฐานะคนไทยแล้ว คุณคิดว่า คุณรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับพระองค์ดีหรือยัง หากว่ายังลองเข้าไปอ่าน 80 เรื่องราวของในหลวง ซึ่งบางเรื่องคุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนก็เป็นได้....

**เมื่อทรงพระเยาว์**
1. ทรงพระราชสมภพเวลา 08.45น.(เวลาท้องถิ่น สหรัฐฯ)
2. นายแพทย์ผู้ถวายการคลอดชื่อ ดับลิว สจ๊วต วิตมอร์ มีน้ำหนักแรกประสูติ 6 ปอนด์
3. พระนาม "ภูมิพล" ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
4. พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช
5. ทรงมีชื่อเล่นว่า “เล็ก” หรือ “พระองค์เล็ก”
6. เสด็จนิวัตสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อพระชนม์ 2 พรรษา พร้อมด้วยสมเด็จพระชนกและสมเด็จพระชนนี
7. ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือสมเด็จย่า อย่างสามัญชนว่า "แม่"
8. สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง
9. แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม
10. สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง ครั้งหนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต
11. สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยพระเยาว์เป็นสุนัขไทย ทรงตั้งชื่อให้ว่า "บ๊อบบี้"
12. ทรงฉลองพระเนตร(แว่นสายตา)ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกตเห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำจะต้องลุกขึ้น บ่อยๆ
13. สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่า โทษนี้ควรตีกี่ที่ ในหลวงจะทรงต่อรองว่าทีเดียวก็พอ
14. ระหว่างประทับอยู่สวิส จะทรงใช้ภาษาฝรั่งเศสกับสมเด็จพระเชษฐาและสมเด็จพระพระเจ้าพี่นางเธอฯ แต่จะใช้ภาษาไทยกับสมเด็จย่าเสมอ
16.ในหลวงทรงเชี่ยวชาญในภาษาต่างประเทศหลายภาษา เช่น ภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมันและลาติน
15. ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก "การให้" โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า "กระป๋องคนจน" หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก "เก็บภาษี" หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำ อะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน
16. ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆเขามีจักรยานกัน สมเด็จย่าตอบว่า "ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มาก ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน"
17. กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา
18. ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง
**ทรงศึกษาวิชาการต่าง ๆ**
19. ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ 5 พรรษา ทรงเคยเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ 1 ปี มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า "H.H Bhummibol Mahidol" หมายเลขประจำตัว 449
20. ทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยโลซานน์ แผนกวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
21. หลังจากที่เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศสวิสอีกครั้งเพื่อทรงศึกษาวิชาใหม่ คือกฎหมาย และการปกครอง เนื่องจากต้องรับพระราชภาระเป็นพระมหากษัตริย์ ในด้านวิชาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ทรงศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ เกี่ยวกับพื้นฐานและวัฒนธรรมของแต่ละชาติ เพื่อเป็นแนวปรับปรุงแก้ไขประเทศไทยให้เจริญขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชปรารภอยู่เสมอว่า ประเทศไทยของพระองค์ยังล้าหลังประเทศอื่นอยู่มาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และการศึกษา ฯลฯ
22.ในหลวงทรงเชี่ยวชาญในภาษาต่างประเทศหลายภาษา เช่น ภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมันและละติน

**พระอัจฉริยภาพ**

23. พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก “การเล่น” สมัยทรงพระเยาว์ เพราะหากทรงอยากได้ของเล่นอะไร ต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ทรงประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับสมเด็จพระเชษฐา เพื่อซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ แล้วทรงนำมาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง
24. สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และแผนภูมิประเทศของไทย โดยโปรดเกล้าฯให้โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อ เลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็น จิ๊กซอว์
25. ในหลวงทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด แต่ทรงโปรดแคลริเนท , แซกโซโพนและทรัมเป็ตมากที่สุดแต่เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดเล่นคือ หีบเพลง (แอกคอร์เดียน)
26. ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษา ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300 ฟรังก์มาทรงหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้
27. ครูสอนดนตรีให้ในหลวง ชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส
28. ทรงพระราชนิพนธ์เพลงครั้งแรก เมื่อพระชนมพรรษา 18 พรรษา เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือ “แสงเทียน” จนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด 48 เพลง
29. ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย อย่างครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัย ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น 5 เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลายเป็นเพลง “เราสู้”
30.วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2506 เสด็จทรงปลูกต้นนนทรี 9 ต้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน พร้อมทั้งทรงดนตรีเป็นครั้งแรกร่วมกับวง "อ.ส.วันศุกร์" ซึ่งมีอาจารย์และศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมด้วย คือ ศ.ดร.ระพี สาคริก และนายอวบ เหมะรัชตะ
31. ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางด้านการช่าง ซึ่งทรงโปรดหุ่นจำลองต่าง ๆ เช่นเรือใบเรือรบเป็นต้น ในคราวเสด็จนิวัตเมืองไทย ตอนก่อนสงครามโลก ได้ทรงจำลองเรือรบหลวงศรีอยุธยาจนเป็นผลสำเร็จ ครั้นแล้วเจ้าพระยารามราฆพก็ได้ทูลขอพระราชทานไปสำหรับให้พ่อค้าประชาชนได้ ประมูลราคากันเพื่อเก็บเงินบำรุงโรงพยาบาลปราบวัณโรค ทรงถ่ายรูปไว้แล้วพระราชทานให้ไปตามประสงค์ ปรากฏว่า น.ส.เลอลักษณ์ เศรษฐบุตร ได้ประมูลซื้อไปเป็นเงินถึง 20,000 บาท อนึ่ง แม้แต่รูปเรือลำนั้นที่ทรงถ่ายโดยฝีพระหัตถ์ นายสหัส มหาคุณ เป็นผู้ประมูลซื้อไปถึงรูปละ 3,000 บาท
32. นอกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว ยังสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออกฉาย เพื่อนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไทย ที่ รพ.จุฬาฯ โรงพยาบาลภูมิพล รวมทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อนด้วย
33. พระราชนิพนธ์เรื่อง ”นายอินทร์” และ “ติโต” ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์ แต่เรื่องพระมหาชนกทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์
34. ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และเรือใบ ทรงเคยได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ”กีฬาซีเกมส์”) ครั้งที่ 4 ปี 2510
35. ครั้งหนึ่งในหลวงทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่งและตรัส กับผู้ที่คอยมาเฝ้าว่า เสด็จกลับเข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวส์ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครเห็น แสดงให้เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน
36. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรผลงานประดิษฐ์คิด ค้นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่มลอย หรือ “กังหันชัยพัฒนา” เมื่อปี 2536
37. ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุการเกษตรเพื่อใช้เป็น พลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว
38. องค์การสหประชาชาติ ได้ถวาย รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวงเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของ ประชาชนชาวไทย โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเอง

**เรื่องส่วนพระองค์**

39. ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 ณ พระตำหนัก “วิลลาวัฒนา” และจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493
40.ในพระราชพิธีอภิเษกสมรส ในหลวงทรงพระราชทานของที่ระลึกแก่พระบรมวงศานุวงศ์และพระญาติ คือ หีบเงินขนาดเล็กมีพระปรมาภิไธยคู่ปรากฏบนหีบนั้น
41. หลังอภิเษกสมรส ทรงเสด็จ “ฮันนีมูน” ที่หัวหิน
42. ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 พระนามเต็มของในหลวงคือ... พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
43.พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการเป็นสัจวาจาว่า “ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม”
44. ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2499 และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน
45. ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาและพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า(หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์ฉายา สุจิตฺโต ป.๗) วัดบวรนิเวศวิหาร
46. ในหลวงไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยกเว้น นาฬิกา
47. พระเกศาที่ทรงตัดแล้ว ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ธงชัยเฉลิมพลเพื่อมอบแก่ทหาร อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้สร้างวัตถุมงคล เพื่อมอบแก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ
48. หลอดยาสีพระทนต์ ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ
พระราชกรณียกิจ
49. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนถึงปัจจุบันมีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ
50. ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของประจำพระองค์อยู่ 3 สิ่งคือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง(ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ
51. ในหลวงทรงงานด้วยพระองค์เองทุกอย่างแม้กระทั่งการโรเนียว กระดาษที่จะนำมาให้ข้อราชการที่เข้าเฝ้าถวายงาน
52. ครั้งหนึ่งเมื่อในหลวงเสด็จเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใหญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมาถึง ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้อราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็นดังนั้น จึงมีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรทั้งกลางสายฝน
53. ทรงศึกษาลักษณะอากาศทุกวัน โดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้าฯร่วมกับข้อมูลจากต่างประเทศ ที่ทรงหาเอง เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจก่อความเสียหายแก่ประชาชน
54. โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน 32,866.73บาท ซึ่งได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์ จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆเติบโตเป็นโครงการพัฒนามาจนเป็นอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้
55. เวลามีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯสวนจิตรลดา ในหลวงจะเสด็จฯลงมาอธิบายด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงรู้ทุกรายละเอียด
56. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามว่า เคยทรงเหนื่อยทรงท้อบ้างหรือไม่ ในหลวงตอบว่า “ความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือบ้านเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ”
57. ทรงนึกถึงแต่ประชาชน แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระดูกสันหลังในอีก 5 ชั่วโมง (20 กรกฎาคม 2549) ยังทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เดินสายออนไลน์ไว้ เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ พระองค์จะได้มอนิเตอร์ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน
58.ตั้งแต่ปี2539 เป็นต้นมา ทรงพระราชทานแนวทางดำรงชีพแบบ “เศรษฐกิจพอเพียง” และ “ทฤษฎีใหม่” เพื่อให้ราษฎรได้พึ่งพาตนเองได้

**ของทรงโปรด**

59. อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา
60. ทรงเสวย ข้าวกล้อง เป็นพระกระยาหารหลัก
61. ไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้เลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย โดยใช้สระว่ายน้ำในพระตำหนักสวนจิตรลดาเป็นบ่อเลี้ยง แล้วแจกจ่ายพันธุ์ไปให้กรมประมง
62. เครื่องดื่มทรงโปรด : โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งหลายครั้ง
63. ทรงโปรดข่าวช่องฝรั่งเศส เพื่อทรงรับฟังข่าวสารจากทั่วโลก
64. ทรงฟัง จส.100 และเคยโทรศัพท์ไปรายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม.ไปที่ จส.100 ด้วย โดยใช้พระนามแฝง
65. ตอนเช้าเมื่อตื่นบรรทม ในหลวงจะเปิดดูหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทยและเทศ ทุกฉบับ และก่อนเข้านอนจะทรงอ่านนิตยสารไทม์ส นิวสวีก เอเชียวีก ฯลฯ ที่มีข่าวทั่วทุกมุมโลก
66. ร้านตัดเสื้อของในหลวง คือ ร้านยูไลย เจ้าของชื่อ ยูไลย ลาภประเสริฐ ถวายงานตัดเสื้อในหลวงมาตั้งแต่ปี 2501 เมื่อนายยูไลยเสียชีวิต ก็มี ลูกชาย นายสมภพ ลาภประเสริฐ มาถวายงานต่อจนถึงปัจจุบัน
67. ห้องทรงงานของในหลวง อยู่ใกล้ห้องบรรทม บนชั้น 8 ของตำหนักจิตรลดาฯเป็นห้องเล็กๆ ขนาด 3x4 เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์ แผนที่ ฯลฯ
68. สุนัขทรงเลี้ยง นอกจากคุณทองแดง สุวรรณชาด สุนัขประจำรัชกาล ที่ปัจจุบันอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล แล้ว ยังมีสุนัขทรงเลี้ยงอีก 33 ตัว
69. อาชีพของในหลวง เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อเอกสารสำคัญใดๆทรงโปรดให้กรอกในช่อง อาชีพ ของพระองค์ว่า “ทำราชการ”
70. ในหลวงทรงพระเนตรเทียมข้างขวา เป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เมืองโลซานน์ สวิสเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกเข้าพระเนตรข้างขวา ตอนนั้นมีพระชนม์เพียง 20 พรรษา และทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียว ในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนชาวไทยมาตลอด
71. ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันลงข่าวลือเกี่ยวกับในหลวงว่า แซกโซโฟนที่ทรงอยู่เป็นประจำนั้นเป็นแซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้ บริสุทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำรัสว่า “อันนี้ไม่จริงเลย สมมติว่าจริงก็จะหนักมาก ยกไม่ไหวหรอก”
72. ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด
73. หัวใจทรงเต้นไม่ปกติ ในหลวงเคยประชวรหนักจนหัวใจเต้นไม่ปกติ เนื่องจากติดเชื้อไมโครพลาสมา ขณะขึ้นเยี่ยมราษฎรที่อำเภอสะเมิงติดต่อกันหลายปี
74. รู้หรือไม่ว่า ในหลวงเป็นคนประดิษฐ์รูปแบบฟอนต์ภาษาในคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่าง ฟอนต์จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์
75.ในหลวงทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในโลก
76.ในงานเฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มีพระราชวงศ์จากทั่วโลกเสด็จมาร่วมงาน 25 ราชวงศ์
77. ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จัดขึ้นที่อิมแพ็ค มีประชาชนเข้าชมรวม 6 ล้านคน
78. ในหลวงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2493 จน 29 ปีต่อมาจึงมีผู้คำนวณว่าเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับครั้งละ 3 ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทาน 470,000 ครั้ง น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ 3 ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด 141 ตัน
79. ดอกไม้ประจำพระองค์ คือ ดอกดาวเรือง
80. สีประจำพระองค์คือ สีเหลือง


ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระเกษมสำราญ มีพระพลานมัยแข็งแรงสมบูรณ์ ทรงหายจากอาการพระประชวร มีพระชนม์ยิ่งยืนนาน
เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ตลอดกาลนานเทอญ.
--------------------------------------------------------------------
ติดตามเรื่องน่าอ่านอีกมากมาย ได้ที่ เพจนิทานธรรม
เพจ : www.facebook.com/Nitandham
เว็บไซค์ : http://nitandham.blogspot.com
Youtube : https://goo.gl/F27gUr
เข้าร่วมกลุ่มของเราได้ที่ https://www.facebook.com/groups/Nitandham/
--------------------------------------------------------------------

ในหลวง เมื่อครั้ง ทรงพระเยาว์

 
ชีวิตเมื่อทรงพระเยาว์ และการศึกษา 
หลัง จากพระบรมราชชนกเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช จึงตกเป็นพระราชภาระในสมเด็จพระบรมราชชนนีที่จะทรงอภิบาลพระราชโอรสพระราช ธิดาทั้ง 3 พระองค์ตามลำพัง พระราชภาระนี้ช่างใหญ่หลวงนัก แต่ด้วยเดชะพระบารมี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงพระปรีชาสามารอย่างยิ่ง ทรงอภิบาลรักษาพระโอรสและพระธิดาให้ทรงพระเจริญ เพียบพร้อมด้วยพระราชจริยาวัตรสมบูรณ์ด้วยพระสติปัญญาสมพระอิสริยยศ และเป็นความหวังของปวงชนชาวไทยจนกระทั่งบัดนี้
สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงมี พระราชดำริว่า การเลี้ยงดูอบรมเด็กนั้นมีหลักสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ เด็กต้องมีพลานามัยสมบูรณ์ประการหนึ่ง และเด็กต้องอยู่ในระเบียบวินัย โดยไม่บังคับเข้มงวดจนเกินไป

www.facebook.com/Nitandham

สมเด็จ พระบรมราชชนนีให้การอภิบาลพระราชโอรสและพระราชธิดาเมื่อยังทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงถือตามหลักดังกล่าวนั้น ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่เรื่องพระกระยาหารของพระราชโอกาสและพระธิดา ให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ทรงให้เล่นออกกำลังกาย และทรงสั่งสอนให้อยู่ในระเบียบวินัย ซื่อสัตย์ต่อเวลา เนื่องด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงได้ศึกษาวิชาพยาบาลจากศิริราชพยาบาล และตอนประทับอยู่ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ได้ทรงศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้านอนามัยและโภชนาการ ซึ่งความรู้เหล่านี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการอภิบาลบำรุงพระราชโอรสและพระราช ธิดาได้เป็นอย่างดีเมื่อยังทรงพระเยาว์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับ อยู่ ณ พระตำหนักใหม่วังสระปทุม ถนนพญาไทย พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช และพระเชษฐภคินี จากตำหนักใหม่ที่ประทับมีถนนสู่พระตำหนักใหญ่ที่ประทับของสมเด็จพระศรีสวริน ทิราบรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งเป็นพระตำหนักอยู่ในบริเวณเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินไปเข้าเฝ้า สมเด็จพระอัยยิกาเสมอ ๆ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐาธิราช และพระเชษฐภคินี ครั้งหนึ่งเมื่อยังทรงพระเยาว์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล่นสนุกบนรถลากสองล้อจนพลัดตกลงมาเป็นแผล จนสมเด็จพระบรมราชชนนีไม่นำเข้าเสด็จขึ้นเฝ้า ด้วยทรงเกรงว่าสมเด็จพระอัยยิกาจะทรงเป็นห่วงพระราชนัดดานั่นเอง


สมเด็จ พระบรมราชชนนีทรงเห็นว่า การเล่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็ก จึงทรงสนับสนุนให้พระราชโอรสและพระราชธิดาได้ทรงเล่น เพื่อเป็นการออกกำลังกายพระรวรกายเหมือนธรรมชาติเด็กทั่ว ๆ ไป แม้แต่การเล่นน้ำ เล่นไฟ หรือเล่นดินเล่นทรายที่ผู้ใหญ่ไม่ยอมให้เด็ก ๆ เล่น เพราะเกรงจะเป็นอันตรายหรือกลัวสกปรกเปื้อนเปรอะ แต่สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงอนุญาตให้พระราชโอรส พระราชธิดา ทรงเล่นได้ ท่านทรงควบคุมดูแลด้วยพระองค์เอง โดยให้เล่นในที่ปลอดภัย เล่นในบ่อที่น้ำตื้น ๆ หรือในบริเวณที่ทรงสามารถควบคุมไม่ให้เกิดอันตราย หรือสกปรกเลอะเทอะ ฉะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงพระเยาว์จึงทรงมีโอกาสได้เล่นสนุกอย่าง เด็ก ๆ ทั่วไป ทรงเล่นขุดดิน ทรงเล่นทราย เล่นน้ำ แม้กระทั่งทรงเล่นจุดไฟ... ทั้งยังทรงเล่นขับรถยนต์ด้วย แม้จะเป็นรถยนต์เก่าที่ไม่ใช้แล้ว สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงให้มหาดเล็กยกขึ้นวางบนคานไม้ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวัยพระเยาว์ พร้อมด้วยพระบรมเชษฐาก็ทรงขึ้นไปนั่งทำเหมือนขับรถจริง ๆ แม้ว่าสมเด็จพระบรมราชชนนีจะทรงสนับสนุนให้พระราชโอกาสและพระราชธิดาทรงเล่น ตามประสาเด็ก ๆ แต่ทั้งสามพระองค์ก็ทรงอยู่ในระเบียบวินัย ต้องทรงปฏิบัติตามเวลา ไม่ใช่เถลไถลไปทำโน่นทำนี่ และต้องทรงตรงต่อเวลาอีกด้วย

เมื่อ ครั้งประทับอยู่พระตำหนักใหม่ ในวังสระปทุม จะตีฆ้องบอกสัญญาณให้รู้ว่า ถึงเวลาเสวยพระกระยาหารกลางวันแล้ว บางครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมเชษฐาทรงเล่นเพลิดเพลิน ไม่ทรงเลิก สมเด็จพระบรมราชชนนีจะทรงให้เล่นต่อไป แต่ครั้งถึงเวลาบรรทมตอนบ่ายพระองค์จะทรงตามให้เสด็จมาชำระพระหัตถ์ให้สะอาด แล้วให้เสด็จขึ้นแท่นบรรทมโดยไม่ทรงอนุญาตให้เสวยพระกระยาหาร จนกว่าจะถึงเวลาเสวยนมตอนบ่ายสีโมงเย็น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมเชษฐาธิราช และพระเชษฐภคินี ต่างทรงถูกฝึกฝนความมีระเบียบวินัยมาแต่ทรงพระเยาว์ สมเด็จพระอัยยิกาก็ทรงสนับสนุนให้พระราชนัดดาอยู่ในระเบียบวินัย วันหนึ่งพระราชนัดดามาเฝ้า ฯ ที่โต๊ะเสวย ทอดพระเนตรเห็นอาหารหลากหลายชนิด ทรงชี้พระหัตถ์ว่า
“นี่น่าอร่อย นี่ก็น่าอร่อย” สมเด็จพระอัยยิกาใคร่จะประทานครั้งนึกได้“ไม่ได้...ไม่ได้ แม่เขาจะว่า” จึงทรงให้คนห่อแบ่งเอาไปถวายที่พระตำหนักใหม่ให้เสวยเมื่อถึงเวลาที่จะเสวย


เรื่อง การอบรมเด็กให้มีระเบียบวินัย ครั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา และทรงมีครอบครัวของพระองค์เอง ก็ทรงนำมาเป็นหลักปฏิบัติในการอบรมพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าว่า เมื่อทรงพระเยาว์พระเจ้าลูกเธอทุกพระองค์ต้องทรงปฏิบัติตามตารางเวลาที่พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงวางไว้ให้ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด เช่น
“เช้าต้องดูหนังสือ กินข้าว แล้วเดินไปโรงเรียน ตอบบ่ายกลับมาขึ้นเฝ้า ฯ ให้ท่านเห็นหน้าเห็นตา บ่ายสองสามโมงออกอากาศ (เดินเล่น) ห้าโมงขึ้นมากินข้าวเย็น ทุ่มหนึ่งก็เข้านอน”
ในพระบรมราโชวาทพระราชทานแก่เยาวชนของชาติ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 8 มกราคม พ.ศ.2526 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชี้ถึงความสำคัญของการมีระเบียบวินัยดังนี้
“เด็ก ๆ ต้องฝึกหัดอบรมทั้งกายทั้งใจให้เข้มแข็ง เป็นระเบียบและสุจริต เพื่อประโยชน์ของตนในภายหน้า เพราะคนที่ไม่เข้มแข็งไม่สามารถควบคุมกายใจให้อยู่ในระเบียบและความดี ยากนักที่จะได้ประสบความสำเร็จ และความเจริญอย่างแท้จริงในชีวิต”เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมา ยุ 5 พรรษา ได้เข้ารับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนมาแตร์เดอี ถนนเพลินจิต กรุงเทพมหานคร


หลัง จากนั้นไม่นาน ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มา เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 สถานการณ์การเมืองที่ผันแปร ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น เป็นผลให้สถานภาพของพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการบางกลุ่มต้องออกจากราชการ เจ้านายหลายพระองค์ต้องเสด็จออกจากประเทศไทยไปพำนักอยู่ในประเทศต่างแดน เมื่อความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 กับรัฐบาลของนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้า “คณะราษฎร” มากยิ่งขึ้น จนไม่อาจจะประนีประนอมได้ ความยุ่งยากทางการเมืองก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อพระชนม์ ชีพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมเชษฐาธิราช แบะพระเชษฐภคินี
ดัง นั้น ในราวต้นปี พ.ศ.2476 สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปก เกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พาพระโอรสและพระธิดาเสด็จไปประทับที่เมืองโลซานน์ (Lausanne) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติในเดือนมีนาคม พ.ศ.2477 และทรงสละพระราชสิทธิในการแต่งตั้งผู้สืบราชสมบัติด้วย รัฐบาลจึงได้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นครองราชย์ เพราะทรงอยู่ในลำดับที่หนึ่ง แห่งการสืบราชสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาล พุทธศักราช 2467 ซึ่งตอนนั้นพระบรมเชษฐามีพระชนมายุ 9 พรรษาเท่านั้น

หลัง จากสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชเสด็จขึ้นครองราชย์ การดำรงพระชนม์ชีพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระเชษฐภคินี คงใช้ชีวิตที่สงบเรียบง่าย ทั้ง 3 พระองค์ยังประทับและทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ต่อไป แต่ในครั้งนั้นได้ทรงย้ายไปประทับ ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา ที่เมืองพุลลี่ (Pully) ใกล้กับทะเลสาบเลอมัง ซึ่งกว้างขวางกว่าพระตำหนักหลังเดิม เพื่อความเหมาะสมกับพระราชสถานะใหม่ที่ทรงได้รับ ซึ่งสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช” เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.247ต่อมาในปี พ.ศ.2478 พระบาทสมเด็นพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมเชษฐาธิราช ย้ายจากโรงเรียนเมียร์มองต์ (Miremont) ที่ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ มาทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนแห่งใหม่ชื่อโรงเรียนนูเวลล์ ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนเอกชนที่รับนักเรียนนานาชาติ ทรงเรียนจนสอบไล่ได้ชั้นมัธยมปลาย และทรงได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ ทรงเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ (Lausanne University) โดยทรงเลือกศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์แขนงวิศวกรรมศาสตร์ ตอนแรกทรงเป็นนักศึกษาไป-กลับ จนสองปีสุดท้ายจึงทรงเป็นนักศึกษาประจำ เพื่อต้องการทรงทราบชีวิตนักศึกษาประจำ ที่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองทุกอย่าง


ตลอด เวลาที่ประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลทรงอบรมเลี้ยงดูพระราชโอรสและพระราชธิดาให้ดำรง ชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายเยี่ยงสามัญชน ทรงสอนให้รู้จักประหยัดรู้คุณค่าของเงิน และมิให้ทรงรังเกียจงานสุจริตทุกประเภท
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชทรงใกล้ชิดสนิทสนมกันมากเพราะพระชนมพรรษาห่างกัน เพียง 2 พรรษาเท่านั้น ทั้งสองพระองค์ทรงโปรดของหลายสิ่งคล้ายกัน แม้แต่การทรงฉลองพระองค์พระองค์มักจะทรงเลือกแบบเดียวกัน ทรงโปรดเรื่องเรือรบและเครื่องบินเหมือนกัน ทรงรวบรวมสมุดภาพเรือรบและเรือจำลงไว้หลายลำ เมื่อพระชนมพรรษามากขึ้นก็ทรงโปรดดนตรี และทรงเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าเหมือนกัน
แม้ขณะนั้นจะทรงเป็น “เจ้าฟ้า” แล้ว แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงรับเงินใช้ส่วนตัวไม่มากนัก เงินที่ทรงรับพอจะซื้อช็อกโกแลตหรือหนังสือ และของใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น สมเด็จพระบรมราชชะนีทรงสอนให้รู้จักประหยัดอดออมเงิน ให้ทรงรู้จักเก็บเงินฝากธนาคาร ทรงชอบทำและประดิษฐ์ของเล่นเอง สมเด็จพระบรมราชชนนีไม่ใคร่จะทรงซื้อให้บ่อยครั้งนัก เว้นแต่ช่วงวันปีใหม่ และวันพระราชสมภพ โดยมากจะเป็นของชิ้นโต ๆ ที่พระราชโอรส พระราชธิดาทูลขอล่วงหน้า
สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงสนับสนุนไห้ทรงทำกิจกรรม ที่เป็นประโยชน์ เช่น ทรงต่อเรือลำเล็ก ๆ พระองค์และสมเด็จพระบรมเชษฐา ทรงช่วยกันเปิดตำราที่สอนการประกอบวิทยุ ทรงต่อวิทยุตามตำราจนสำเร็จใช้การได้ ทรงคิดสร้างแบบและทรงต่อเรือใบเล็กด้วยพระองค์เองในระหว่างปี พ.ศ.2509-2510 พระราชทานชื่อว่า เรือมด, เรือซูเปอร์มด และเรือไมโครมดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติตามพุทธภาษิตเกี่ยว กับการประดิษฐ์ของใช้เองว่า ภตฺเต ผู้ทำเองย่อมรื่นรมย์
จากหนังสือ ในหลวงของปวงไทย โดย โชติ ศรีสุวรรณ
ผมเอามา re-post อีกครั้ง ต้องขอขอบคุณที่มา http://militaryloveking2.blogspot.com/2010/10/blog-post_1896.html.

---------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเรื่องน่าอ่านอีกมากมาย ได้ที่ เพจนิทานธรรม
เพจ : www.facebook.com/Nitandham
เว็บไซค์ : http://nitandham.blogspot.com
Youtube : https://goo.gl/F27gUr
---------------------------------------------------------------------------------------